💥

Lab 80 — การชนแบบติดกันใน 1 มิติ (รางลม · 3D)

กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม · ยิงรถ A ด้วยสปริงเข้าชนรถ B ที่จอดนิ่ง · สลับกันชนได้: 🔗 ตีนตุ๊กแก (ชนแล้วติดกันไป) หรือ 🧲 แม่เหล็ก (ชนแล้วแยกกัน) · อ่านเวลาบังลำแสงก่อนชนและหลังชนจากเครื่องจับเวลา · เทียบโมเมนตัมและพลังงานจลน์ก่อน–หลังชน · หามวลรถปริศนา X

3D · three.js KP Science simulation
🖐 จับ โฟโตเกต หรือ รถ B ในภาพแล้วลากไปตามรางได้
🖱 ลากที่ว่าง = หมุนภาพ · ล้อ = ซูม · Shift+ลาก = เลื่อน
📱 1 นิ้ว = ลาก/หมุน · 2 นิ้ว = ซูม/เลื่อน
⚠️ โหลดไลบรารี 3D (three.js) ไม่สำเร็จ หรือเบราว์เซอร์นี้ไม่รองรับ WebGL
จึงอ่านจอจับเวลาในภาพ 3D ไม่ได้ — เปลี่ยนเป็นโหมด ⚡ อัตโนมัติ ในแผงด้านข้างเพื่อให้ระบบอ่านค่าให้
📝 บันทึกผลการวัด
โหมดการทดลอง
ตารางบันทึกผลและมวลรถปริศนา X ที่ซ่อนไว้ไม่เปลี่ยน
🧭 ตอนนี้ต้องทำอะไร
🚙 รถ A (ถูกยิง)
🚗 รถ B (จอดนิ่งรอถูกชน)
รถเปล่ามวล 200 g · ก้อนเหล็กบนรถก้อนละ 100 g · รถ X สีม่วงมีฝาปิด ไม่ทราบมวล
🧲 กันชนที่ปลายรถ
แม่เหล็กผลักกันก่อนรถแตะกัน (ยืดหยุ่นเกือบสมบูรณ์) · ใช้แม่เหล็กต้องบันทึกเวลาของรถ A หลังชนเพิ่ม
🔧 ระยะอัดสปริงของเครื่องยิง
📏 การ์ดบังแสง (ติดบนรถทั้งสองคัน)
อัดสปริงมาก → รถ A วิ่งเร็ว · เครื่องจับเวลาจำเวลาบังแสงได้เกตละ 2 ครั้ง (ครั้งที่ 1 · ครั้งที่ 2)
▶ ยิงรถ / ตั้งรถใหม่
ตำแหน่งรถ B
—
เกต 1 · เกต 2
—
ลากรถ B และโฟโตเกตในภาพ 3D ได้ · เกต 1 ต้องอยู่ระหว่างรถ A กับรถ B · เกต 2 ต้องอยู่หน้ารถ B · วางเกตให้ใกล้จุดชน แรงต้านอากาศเล็กน้อยของรางจะมีผลน้อยลง
📊 ผลที่บันทึกล่าสุด
ยังไม่มีการบันทึก — ยิงรถ อ่านเวลา แล้วกรอกในกรอบ “📝 บันทึกผลการวัด” ใต้ภาพ
📋 ตารางบันทึกผล
① ความเร็วและโมเมนตัม (คำนวณจากตัวเลขที่กรอกเอง)
② พลังงานจลน์ก่อนและหลังชน
📈 กราฟจากข้อมูลที่บันทึก
🎯 ตรวจคำตอบ
มวลรถปริศนา X = g
ทำนาย: รถ A 200 g ชนรถ B 400 g ที่จอดนิ่งแล้วติดกัน พลังงานจลน์หลังชนเหลือกี่ % ของก่อนชน = %
มวล X: ถือว่าถูกเมื่อคลาดไม่เกิน 5% · คำทำนาย: คลาดไม่เกิน 2 จุดเปอร์เซ็นต์ (ลองยิงจริงเพื่อยืนยันได้) · โหมดวัดเองไม่แสดงค่าจริง

วัตถุประสงค์

อุปกรณ์ (เสมือนจริง)

การอ่านค่าในภาพ 3 มิติ

ขั้นตอน

  1. เลือกมวลรถ A และรถ B (เริ่มที่ 200 g ทั้งคู่) เลือกระยะอัดสปริง
  2. ลาก รถ B ไปจอดกลางราง ลาก เกต 1 ไว้ระหว่างรถ A กับรถ B และลาก เกต 2 ไว้หน้ารถ B ใกล้ ๆ
  3. กด ▶ ยิงรถ A — รถ A ผ่านเกต 1 ชนรถ B ติดกันแล้ววิ่งผ่านเกต 2
  4. กด 🔍 จอจับเวลา อ่าน t₁ (เกต 1 ครั้งที่ 1 = การ์ดรถ A ก่อนชน) และ t₂ (เกต 2 ครั้งที่ 1 = การ์ดรถ B ที่ติดกับรถ A แล้ว) กรอกแล้วกด 📝 บันทึก
  5. กด ↩ ตั้งรถใหม่ เปลี่ยนมวลรถ B (หรือรถ A) แล้วทำซ้ำ — บันทึกอย่างน้อย 3 แถว ที่อัตราส่วน m_B/m_A ต่างกันอย่างน้อย 2 ค่า
  6. เปลี่ยนรถ B เป็น ❓ X ยิงแล้วบันทึกอย่างน้อย 2 แถว หามวลของรถ X
  7. เปลี่ยนกันชนเป็น 🧲 แม่เหล็ก ยิงรถที่ทราบมวลอย่างน้อย 2 แถว · หลังชนดูว่ารถ A วิ่งต่อ หยุด หรือกระดอนกลับ แล้วเลือกในข้อ ⑥ และอ่าน t_A จากช่องที่ตรงกัน (วิ่งต่อ = เกต 2 ครั้งที่ 2 · กระดอน = เกต 1 ครั้งที่ 2) · เทียบโมเมนตัมและพลังงานจลน์กับตอนติดกัน
  8. ดูตารางและกราฟ 3 แบบ แล้วกรอกคำตอบใน 🎯
⚠️ ช่อง “เกต 2 ครั้งที่ 2” คือการ์ดของรถ A ที่ติดมากับรถ B — ควรได้เวลาใกล้เคียงครั้งที่ 1 (ใช้ตรวจว่าติดกันจริง) · ถ้าวางเกตไกลจุดชนมาก แรงต้านเล็กน้อยของรางจะทำให้ความเร็วที่วัดได้ลดลง โมเมนตัมหลังชนจะดูน้อยกว่าก่อนชนเกินจริง

ตารางบันทึกผล (ตัวอย่างหัวตาราง)

m_A (g) | m_B (g) | t₁ (ms) | t₂ (ms) | v₁ = d/t₁ | v₂ = d/t₂ | p ก่อน = m_A v₁ | p หลัง = (m_A+m_B) v₂ | Ek ก่อน | Ek หลัง | Ek หลัง/ก่อน

คำถามท้ายการทดลอง

  1. โมเมนตัมก่อนชนและหลังชนต่างกันกี่ % และความต่างนั้นเกิดจากอะไร
  2. พลังงานจลน์หลังชนน้อยกว่าก่อนชนเท่าไร พลังงานที่หายไปเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปใด
  3. ถ้ารถ B มีมวลมากขึ้น สัดส่วนพลังงานจลน์ที่เหลือหลังชนจะมากขึ้นหรือน้อยลง ตรงกับ m_A/(m_A+m_B) หรือไม่
  4. ระยะอัดสปริงมีผลต่ออัตราส่วน v₁/v₂ หรือไม่ เพราะเหตุใด
  5. อธิบายวิธีหามวลรถ X โดยใช้เพียงเวลา 2 ค่าและมวลรถ A

1. โมเมนตัมและการอนุรักษ์โมเมนตัม

โมเมนตัมของวัตถุคือผลคูณของมวลกับความเร็ว เป็นปริมาณเวกเตอร์ มีทิศเดียวกับความเร็ว

p = m v (หน่วย kg·m/s)

ขณะรถสองคันชนกัน แรงที่รถ A กระทำต่อรถ B กับแรงที่รถ B กระทำต่อรถ A เป็นคู่กิริยา–ปฏิกิริยา ขนาดเท่ากัน ทิศตรงข้าม และกระทำในช่วงเวลาเดียวกัน การดลที่รถทั้งสองได้รับจึงหักล้างกัน ถ้าไม่มีแรงภายนอกลัพธ์ (รางลมระดับเสมอ แรงเสียดทานน้อยมาก) โมเมนตัมรวมของระบบจึงคงตัว

m_A u_A + m_B u_B = m_A v_A + m_B v_B

2. การชนแบบติดกัน

เมื่อรถ B จอดนิ่ง (u_B = 0) และหลังชนรถทั้งสองติดกันไปด้วยความเร็ว v₂ เท่ากัน

m_A v₁ = (m_A + m_B) v₂
v₁ / v₂ = 1 + m_B / m_A

ความเร็ววัดจากโฟโตเกต: v₁ = d ⁄ t₁ และ v₂ = d ⁄ t₂ เมื่อการ์ดกว้างเท่ากัน จะได้ v₁/v₂ = t₂/t₁ ความกว้างการ์ดจึงตัดกันไปเอง

3. พลังงานจลน์ไม่อนุรักษ์

Ek ก่อน = ½ m_A v₁²
Ek หลัง = ½ (m_A + m_B) v₂²
Ek หลัง / Ek ก่อน = m_A / (m_A + m_B)

การชนแบบติดกันเสียพลังงานจลน์มากที่สุดเท่าที่กฎการอนุรักษ์โมเมนตัมยอมให้ พลังงานส่วนที่หายไปเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและเสียงขณะแผ่นตีนตุ๊กแกเกี่ยวกัน และงานที่ทำให้แผ่นเสียรูป

4. สลับเป็นกันชนแม่เหล็ก — การชนแบบยืดหยุ่น

แม่เหล็กขั้วเดียวกันผลักกันก่อนรถแตะกัน พลังงานจลน์เกือบไม่หายไป รถจึงแยกจากกัน ให้ทิศขวาเป็นบวก

m_A v₁ = m_A v_A′ + m_B v₂ (v₂ = รถ B หลังชน · v_A′ เป็นลบถ้ารถ A กระดอนกลับ)
e = (v₂ − v_A′) / v₁ (ติดกัน e = 0 · ยืดหยุ่นสมบูรณ์ e = 1)
m_A = m_B และ e ≈ 1 → รถ A หยุด · m_A > m_B → รถ A วิ่งตาม · m_A < m_B → รถ A กระดอนกลับ

โมเมนตัมอนุรักษ์ทั้งสองแบบ แต่พลังงานจลน์ต่างกันมาก — ดูกราฟ Ek หลัง/ก่อน: จุดของตีนตุ๊กแกอยู่บนเส้น m_A/(m_A+m_B) ส่วนจุดของแม่เหล็กอยู่ใกล้ 100% · การชนแบบยืดหยุ่นแยกเป็น Lab 81 (มีสปริงแผ่นและยางปริศนาเพิ่ม)

5. หามวลรถปริศนา X

m_X = m_A ( v₁ / v₂ − 1 ) = m_A ( t₂ / t₁ − 1 )

หรือใช้กราฟ v₁/v₂ กับ m_B/m_A ของรถที่ทราบมวล (ควรเป็นเส้นตรงความชัน 1 จุดตัดแกนตั้ง 1)
แล้วอ่านค่า m_X/m_A จากระดับ v₁/v₂ ที่วัดได้กับรถ X
💡 แบบจำลอง: กันชนแม่เหล็กมี e สุ่ม 0.95–0.99 ต่อการเปิดหน้า · ค่าคงตัวสปริงของเครื่องยิงประมาณ 120 N/m (ความเร็วแต่ละนัดแกว่ง ±1.5%) · รางลมมีความหน่วงเหลือ 0.0004–0.0008 m/s² (ซ่อนไว้) · มวลรถ X สุ่ม 250–550 g ต่อการเปิดหน้า · เครื่องจับเวลาอ่านละเอียด 0.1 ms และมีสัญญาณรบกวน ±0.2 ms · คำนวณการเคลื่อนที่ทีละ 0.5 ms และหาเวลาขอบการ์ดตัดลำแสงแบบประมาณค่าในช่วง